การปลูกกระหล่ำ

กุมภาพันธ์ 2, 2009

เมื่อกล้ามีอายุได้ประมาณ 25-30 วัน จึงย้ายปลูกในแปลงปลูกที่ เตรียมไว้ โดยให้มีระยะปลูก 30-40 x 30-40 เซนติเมตร การปลูกอาจปลูก เป็นแบบแถวเดียว หรือแถวคู่ก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของสวน มีวิธีการปลูกได้ 2 วิธี โดยจะเลือกใช้วิธีใดก็แล้วแต่ความสะดวก และความเหมาะสม ดังนี้

1. ปลูกแบบหว่านโดยตรง

โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั้งแปลง ซึ่งการปลูกวิธีนี้เหมาะสำหรับเมล็ดพันธุ์ที่มีราคา ไม่แพงและโดยเฉพาะในท้องที่ภาคกลางที่ยกแปลงกว้างมีร่องน้ำ การหว่านควรหว่านให้เมล็ด กระจายสม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะผสมพวกทราย หรือเมล็ดผักที่เสื่อมคุณภาพแล้ว มีขนาดพอ ๆ กันลงไปด้วยเพื่อให้กระจายสม่ำเสมอดียิ่งขึ้น ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านทับลงไปหนาประ มาณ 0.5-1.0 เซนติเมตรเพื่อช่วยรักษาความชื้น เสร็จแล้วคลุมฟางแห้งสะอาดอีกชั้นหนึ่ง ราด น้ำด้วยบัวละเอียดให้ทั่วแปลง หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง 1-2 ใบ เริ่มถอนแยกเพื่อจัดระยะปลูกให้ได้ระยะระหว่าง ต้นและระหว่างแถวประมาณ 50×50 เซนติเมตร

2. การปลูกแบบเป็นแถวหรือหยอดเป็นหลุม

หยอดให้เมล็ดเป็นแถวบนแปลงปลูก โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร ลึกประ มาณ 0.5-10.0 เซนติเมตร หรือทำเป็นหลุมตื้น ๆ หยอดเมล็ดลงประมาณ 3-5 เมล็ด กลบดินหนา 0.5 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 2 ใบให้ทำการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น และถอนแยกครั้งสุดท้ายอายุไม่ควรเกิน 30 วัน

การเพาะเห็ด

กุมภาพันธ์ 2, 2009

งานวิชาการเกษตรดำเนินกิจกรรมการศึกษาทดสอบ
การเพาะเห็ดเศรษฐกิจชนิดต่างๆ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฮังการี เห็ดเป๋าฮื้อ
เห็ดขอนขาว เห็ดยานางิ(เห็ดโคนญี่ปุ่น) เป็นต้น และขยายผลสู่เกษตรกร
ในพื้นที่ศูนย์ฯ โดยการนำเกษตรกรที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม
ฝึกปฏิบัติและกลับไปเพาะเห็ดในพื้นที่ของตนเอง
ระยะแรกเกษตรกรก่อตั้งกลุ่มเพาะเห็ดเศรษฐกิจ สมาชิก 4 ราย
ดำเนินการเพาะเห็ดนางฟ้า เพื่อส่งจำหน่ายตลาดในท้องถิ่น
ปัจจุบันกลุ่มเพาะเห็ดมีสมาชิก 10 ราย ทำการเพาะเห็ด ยานางิ
เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่า มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,000 บาท/เดือน
นอกจากนี้กลุ่มยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติการเพาะเห็ด
แก่เกษตรกรผู้สนใจงานวิชาการเกษตรศูนย์ฯได้ดำเนินโครงการ
เพื่อสนับสนุนงานอาหารกลางวัน โดยการให้โรงเรียนในพื้นที่ศูนย์ฯ และนอกพื้นที่
ที่มีความสนใจ นำนักเรียนเข้าฝึกปฏิบัติทำก้อนเชื้อเห็ดและนำก้อนเห็ด
ที่ได้กลับไปเปิดดอกที่โรงเรียนเพื่อเป็นอาหารกลางวันและ
ยังเป็นการเพิ่มทักษะวิชาชีพแก่นักเรียน เห็ด เป็นอาหารที่รู้จักกันมานาน
ว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมได้ด้วยโปรตีนเทียบเท่ากับ
เนื้อสัตว์เป็นที่นิยมบริโภคในหมู่ชาวมังสวิรัติ และในปัจจุบันเห็ดชนิดต่างๆ
ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ

การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกมีขั้นตอนการเพาะ 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.การเลี้ยงเชื้อในอาหารวุ้น Pda
2.การเลี้ยงเชื้อในเมล็ดข้าวฟาง
3.การทำก้อน

เห็ดยานางิ

เห็ดนางฟ้า

การเพาะเห็ด

สูตรอาหาร PDA

1.มันฝรั่ง (Potato) 200 กรัม
2.น้ำตาลเชิงเดียว (Dextros) 20 กรัม
3.วุ้น (Agar) 20 กรัม
4.น้ำสะอาด 1,000 cc

วิธีการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ

– นำมันฝรั่งปอกเปลือกล้างน้ำหั่นเป็นชิ้นขนาด 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร
นำไปต้มกับน้ำ (1,000 cc)
– กองเอาแต่น้ำแล้วนำมาผสมกับวุ้นและน้ำตาลเชิงเดียว
– บรรจุใส่ขวดประมาณ 1/4 ของขวด ปิดจุกสำลีแล้วหุ้มด้วยกระดาษ
– นำไปนึ่งในหม้อนึ่งความดัน 15-17 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
นาน 25-30 นาที
– เมื่อเย็นแล้วนำขวดมาเอียง 45-70 อาศาเซลเซียส
– เลี้ยงเชื้อเห็ดในตู้เลี้ยงเชื้อ

การเตรียมเชื้อเห็ดจากเมล็ดข้าวฟ่าง

1.แช่เมล็ดข้าวฟ่างในน้ำประมาณ 10-12 ชั่วโมง
2.ต้มหรือนึ่งให้สุก
3.ผึ่งให้แห้ง
4.บรรจุใส่ขวดแบนประมาณ 1/2 ของขวด ปิดจุกสำลีแล้วหุ้มด้วยกระดาษ
5.นำไปนึ่งให้เย็นแล้วนำไปเลี้ยงเชื้อเห็ด
6.เลี้ยงเชื้อเห็ดจากเส้นใยที่เจริญในอาหาร PDA

การเพาะเห็ดนับเป็นการนำวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตรหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ไส้นุ่น ไส้ฝ้าย
เปลือกมันสำปะหลัง ทะลายปาล์ม เปลือกถั่วเขียวหรือแม้กระทั่งวัสดุที่มีในธรรมชาติ และในท้องถิ่น เช่น
หญ้าชนิดต่างๆ เปลือกผลไม้ เพื่อใช้ให้เป็นวัสดุเพาะให้เหมาะสมกับท้องถิ่น ที่สำคัญ คือ ให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ
และจะเป็นการเพิ่มผลตอบเทนให้สูงขึ้น

การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก

สูตรอาหารก้อนเชื้อ

– ขี้เลื่อย 100 กก. – รำละเอียด 5 กก. – ดีเกลือ 0.2 กก
– ปูนขาว 1 กก. – น้ำสะอาด 70-75%

ขั้นตอนสำหรับทำก้อนเชื้อหลังเตรียมวัสดุ

– ขี้เลื่อยที่ใช้ควรเป็นขี้เลื่อยกลางเก่ากลางใหม่จะดีที่สุด หากเป็นขี้เลื่อยใหม่ควรกองทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์
– หลังจากเตรียมสูตรอาหารได้แล้วให้นำส่วนผสมทั้งหมดไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน วิธีตรวจความชื้นว่าเหมาะสมหรือไม่
ให้ใช้มือบีบแล้วแบมือออกดูว่าก้อนขี้เลื่อยยังเป็นก้อนอยู่ หากระหว่างบีบมีน้ำไหลออกมาแสดงว่าแฉะเกินไปหรือ
ถ้าแบมือแล้วก้อนขี้เลื่อยแตกออก แสดงว่าแห้งเกินไป
– บรรจุใส่ถุงพลาสติกที่ใช้เพาะเห็ด ซึ่งควรบรรจุให้หมดภายในวันเดียว ถุงก้อนเชื้อ ควรมีน้ำหนัก
ขนาด 8 ขีด – 1กก. เมื่ออัดก้อนเชื้อแน่นดีแล้วใส่คอขวดพลาสติกอุดด้วยสำลีและปิดด้วยกระดาษ
แล้วรัดยางวงให้แน่น
– นำก้อนเชื้อที่ได้ไปนึ่งฆ่าเชื้อทันทีใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
– นำหัวเชื้อเห็ดที่เราต้องการจะเพาะที่เลี้ยงไว้ในเมล็ดข้าวฟ่าง ใช้ประมาณ 10- 20 เมล็ดต่อก้อน
เขี่ยลงในก้อนเชื้อที่เย็นดีแล้ว รีบปิดปากถุงด้วยสำลี หรือกระดาษทันที วัสดุที่ใช้หัวเชื้อ
ควรทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอร์ก่อนทุกครั้ง
– นำก้อนเชื้อที่ถ่ายเชื้อเห็ดลงเรียบร้อยแล้วไปบ่มไว้ในโรงบ่อก้อนเชื้อต่อไป

การบ่มก้อนเชื้อ

หลังจากใส่เชี้อเห็ดลงในถุงก้อนเชื้อแล้วให้นำไปบ่มในโรงบ่มเชื้อ
หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 29-32 องศาเซลเซียส
เพื่อให้เส้นใยเจริญในก้อนเชื้อและต้องหมั่นตรวจดูโรงแมลง
มด มอด แมลงสาบ ปลวกหรือไรต่างๆ หากพบให้รีบนำก้อนเชื้อออกไปกำจัดทันที
หรืออาจฉีดพ่นด้วยสารสกัดจากสมุนไพร เช่น ตระไคร้หอม รอบๆ โรงบ่ม
เพื่อป้องกันไว้ก่อนได้ระยะเวลาในการบ่มเชื้อก็ขึ้นอยู่กับเห็ดแต่ละชนิด
อย่างเห็ดหอมก็จะใช้ระยะเวลา 4 เดือน

การปฏิบัติดูแลรักษา

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดฮังการี เห็ดภูฐานและเห็ดนางนวล ใช้เวลาเจริญในระยะเส้นใย
ประมาณ 1-1.5 เดือน เมื่อเส้นใยเริ่มรวมตัวกัน ถอดสำลีแล้วนำก้อนเชื้อไปวางในโรงเรือนเพื่อให้เกิดดอก
รักษาอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ การถ่ายเทอากาศตามที่เห็ดต้องการการให้ความชื้นภายในโรงเรือน
ไม่ควรให้น้ำขังอยู่ภายในก้อนเชื้อ และไม่ควรให้น้ำถูกดอกเห็ดโดยตรง ถ้าจำเป็นควรให้เป็นละออง
นอกจากนี้ต้องรักษาความสะอาดบริเวณที่ปฏิบัติงานและโรงเรือนเพาะเห็ด
เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของเชื้อโรคและแมลง

การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ

ถ้าคนไม่มีประสบการณ์เพาะเห็ดเลย ควรเริ่มต้นจากการซื้อก้อนเชื้อสำเร็จที่หยอดเชื้อแล้วไปลองเลี้ยงดูก่อน
ดูแลรดน้ำให้ออกดอก ถ้าทำตรงนี้จนมีความชำนาญแล้วเราก็อาจจะซื้อก้อนเชื้อสำเร็จมาเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนมั่นใจว่าสามารถผลิตก้อนเชื้อเองได้ โดยจะต้องลงทุนเพิ่ม คือ อุปกรณ์หม้อนึ่งฆ่าเชื้อและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น
วัสดุดิบ ขึ้เลื่อย เกษตรกรผู้ผลิตควรมองถึงคุณภาพเห็ดด้วย ถ้ามองแต่ว่าจะทำให้ได้วันละ 100-200 กก.
ถ้าเราเห็นแต่ปริมาณเราจะไม่ได้ในเรื่องของราคาในช่วงที่อากาศเหมือนๆ กัน เห็ดตัวเดียวกันออกดอกเยอะๆ
พร้อมๆ กัน ราคาก็จะถูกลงเหมือนสินค้าอื่น ในขณะที่เราเพาะเห็ดนางฟ้าอยู่เราก็อาจจะเพาะเห็ดหอม เห็ดเป๋าฮื้อ
เห็ดโคนญี่ปุ่นด้วย หรือเห็ดอย่างอื่นอีกหลายชนิดที่เราเพาะได้ บางช่วงเห็ดนางฟ้ามีราคาต่ำแต่เห็ดตัวอื่นยังราคาสูงอยู่
ในการเก็บดอก เราจะเก็บดอกที่ตูมไว้อีกนิดและไม่รดน้ำก่อนเก็บ 2 ชั่วโมง เราจะได้เห็ดที่มีคุณภาพและได้ราคาสูง
อย่างเห็ดสินค้าตลาดจะไม่เกิน 2-3 วัน ถ้าเราเก็บดอกตูมเราจะยืดเวลาไปได้อีก
โดยแช่ไว้ในห้องเย็นจะชะลอการขายได้

การเลี้ยงปลากดหลวง

กุมภาพันธ์ 2, 2009

ปลากดหลวง

เป็นปลาน้ำจืดชนิดเดียวที่นิยมเลี้ยงกว้างขวางในประเทศอเมริกา และจากการคัดสายพันธุ์มารวม 30 ปี ทำให้ได้สายพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็วและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ รวมทั้งเนื้อปลามีรสชาดดี ทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ปลาชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงจนเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตลอดมลรัฐทางภาคใต้ของประเทศอเมริกา โดยเฉพาะมลรัฐมิสซิสซิปปี้ และมีผลผลิตมากที่สุดในประเทศ โดยมีพื้นที่ มากกว่า 250,000 ไร่
ปลากดหลวงเป็นปลาหนัง เมื่อเทียบกับปลาไทยแล้ว จะมีลักษณะคล้ายปลากดแก้วหรือปลากดคัง แต่หัวปลากดหลวงจะมีขนาดเล็กกว่าปลากดไทย เนื้อปลามีสีขาวใส รสหวาน และสามารถนำมาปรุงอาหารไทยได้ดีทุกชนิด ปลากดหลวงนำเข้ามาในประเทศไทยโดยสถาบันพัฒนาแห่งเอเซีย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ได้รับพันธุ์ปลามาครั้งแรก 50 คู่ ในปี 2533 ได้นำมาเลี้ยงและสามารถเพาะพันธุ์ได้ในปี 2534 ได้ลูกที่เกิดในเมืองไทยรุ่นแรก จากนั้นศูนย์ฯ ได้นำปลารุ่นนี้ขยายพันธุ์จนถึงปัจจุบันนี้ ปลารุ่นที่เกิดในเมืองไทยนี้สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ดี และจำหน่ายให้เกษตรกรไปทดลองเลี้ยงพบว่าลูกปลาเจริญเติบโตได้ดี อัตรารอดตายสูง มีอัตราแลกเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ

การเตรียมบ่อปลา
บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลาควรมีขนาดประมาณ 1 ไร่ ถ้าเป็นบ่อเก่าต้องตากบ่อให้แห้ง ใส่ปูนขาวในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินพื้นบ่อ น้ำที่ปล่อยเข้าบ่อควรกรองผ่านถุงกรองตาถี่ เพื่อป้องกันศัตรูปลาหรือปลาธรรมชาติชนิดอื่นที่ติดมากับแหล่งน้ำ ระดับน้ำ 100 – 150 เซนติเมตร ภายในบ่อควรจัดร่มเงาสำหรับให้ลูกปลาหลบอาศัยเวลาแดดจัด สร้างไว้ที่มุมบ่อ บ่อละ 2 – 3 จุดบ่อเลี้ยงควรจะมีขนาดประมาณ 1 ไร่ ความลึกของบ่อควรจะอยู่ 2 – 3 เมตร เพื่อจะได้มีอากาศถ่ายเทได้ดี และได้ผลผลิตที่มากขึ้น ดังนั้นการเลี้ยงปลาในบ่อขนาดใหญ่จะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่าเลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก การเตรียมบ่อเลี้ยง จะทำเช่นเดียวกับบ่ออนุบาล แต่ในบ่อเลี้ยงไม่จำเป็นต้องสร้างร่มเงาให้ปลาอาศัยหลบแดด เช่นเดียวกับบ่ออนุบาล

อัตราการปล่อยปลา
บ่ออนุบาลลูกปลา ควรปล่อยลูกปลาตุ้ม 7 วัน ในอัตรา 50,000 – 80,000 ตัวต่อไร่ การเลี้ยงในบ่ออนุบาล 3 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 5 นิ้ว แล้วย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงต่อไปสำหรับในบ่อเลี้ยงจะปล่อยลูกปลาขนาด 5 นิ้ว ในอัตรา 1,000 ตัวต่อไร่ โดยในอัตรานี้จะสามารถเลี้ยงได้จนถึงปลาขนาด 800 – 1,000 กรัม หากต้องการปล่อยให้หนาแน่นขึ้น ก็ทำได้โดยการเพิ่มเครื่องเป่าลมหรือเครื่องตีน้ำในบ่อ สำหรับเครื่องเป่าลมขนาด 1.5 แรงม้า จะสามารถใช้ในบ่อขนาด 1 ไร่ ได้ 3 บ่อ เพื่อรักษาระดับออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอตลอดเวลาเลี้ยง

อาหารและการให้
ในวันที่ปล่อยลูกปลาไม่ควรให้อาหารลูกปลา เพราะว่าลูกปลาได้รับความอ่อนเพลียเนื่องมาจากการขนส่งและการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ทำให้ลูกปลายังตื่นอยู่ สำหรับลูกปลาขนาด 1 นิ้ว และ 5 นิ้ว ลูกปลาทั้ง 2 ขนาดนี้สามารถกินอาหารบนผิวน้ำได้ โดยลูกปลาขนาด 1 นิ้ว ให้อาหารลูกปลาวัยอ่อนที่มีเม็ดขนาดเล็กพิเศษ หรืออาหารลูกอ๊อดก็ได้ ส่วนลูกปลาขนาด 5 นิ้ว เมื่อปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ สามารถให้อาหารเม็ดเล็กได้ เช่น อาหารปลาดุกเล็กพิเศษ ในการให้อาหารช่วงปลารุ่น จะแบ่งอาหารให้วันละ 2 ครั้ง เช้า (เวลา 9.00 – 10.00) และเย็น (เวลา 15.00 – 16.00) ปริมาณอาหารที่ให้จะเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตามขนาดปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่ออุณหภูมิลดลงในฤดูหนาว ปลาจะกินอาหารลดลง เช่นเดียวกับในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด ปลาจะกินอาหารน้อยลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้เลี้ยงปลาต้องคอยระมัดระวังในระหว่างการให้อาหาร หากมีอาหารเหลือจะต้องรีบตักออก ในวันต่อมาจะต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลง โดยยึดหลักการว่าการให้อาหาร ต้องให้ในปริมาณเพียงพอที่ปลาต้องการ และไม่ให้มากเกินไปจนอาหารเหลือค้างบ่อจนถึงวันรุ่งขึ้น ดังนั้นการให้อาหารปลาควรทยอยให้อาหารทีละน้อย แล้วเฝ้าดูเมื่อปลาหยุดกินอาหารว่ายลงพื้นก้นบ่อก็หยุดให้อาหารทันที
ปลากดหลวงโดยปกติจะอาศัยอยู่พื้นบ่อ เพราะเป็นปลาที่หากินตามพื้น เมื่อฝึกให้ขึ้นมากินอาหารที่ลอยบนผิวน้ำ ปลาจะว่ายขึ้นกินอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเกษตรกรที่เลี้ยง จะได้เห็นว่าปลามีขนาดและสภาพของปลาที่เลี้ยงว่ามีขนาดเท่าใด หรือมีบาดแผลตามลำตัวอันเนื่องมาจากการเป็นโรคหรือไม่เกษตรกรจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

อัตราการเจริญเติบโต
ลูกปลากดหลวงขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1,000 ตัว ที่เลี้ยงในบ่อดินขนาด 1 ไร่ ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน จะได้ลูกปลา ขนาดเฉลี่ย 766 กรัม ปลาเพศผู้จะโตเร็วกว่าปลาเพศเมีย ปลาเพศผู้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 5.63 กรัมต่อวัน ปลาเพศเมียจะมีน้ำหนักเพิ่ม 4.83 กรัมต่อวัน โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงอาหารเป็นเนื้อเฉลี่ยตลอดการเลี้ยง 1.5 หมายความว่าเมื่อให้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 30 % (อาหารปลาดุกเล็ก) จำนวน 1.5 กิโลกรัม จะสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อปลาได้ประมาณ 1 กิโลกรัม

อัตราการรอด
ปลากดหลวงเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และไม่กินกันเอง ดังนั้นอัตราการรอดตายเกือบ 100% จากการทดลองเลี้ยงของศูนย์ฯ พบว่าอัตราการรอดตายโดยเฉลี่ยทั้งหมดสูงถึง 99 % การสูญเสียระหว่างการเลี้ยงมีศัตรูเพียงชนิดเดียวคือ งูกินปลา

การจัดการบ่อ
ข้อควรระวังในการเลี้ยงปลากดหลวงก็คือ ต้องรักษาปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำให้เพียงพอกับที่ปลาต้องการ โดยการสังเกตง่าย ๆ คือ ในเวลาเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผู้เลี้ยงจะต้องสังเกตว่ามีปลาขึ้นมาว่ายน้ำโดยการลอยหัวบนผิวน้ำหรือไม่ หากพบปลาลอยหัว แสดงว่าปลาขาดอากาศหายใจในน้ำ ต้องขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำประมาณครึ่งบ่อ แล้วเติมน้ำใหม่ที่สะอาดเข้าให้เต็มบ่อ หากวันต่อมาอีกหนึ่งวัน ยังลอยหัวอีกแสดงว่าปล่อยปลาแน่นบ่อเกินไป ต้องแบ่งไปเลี้ยงในบ่ออื่นให้บางลง
วิธีการเพิ่มจำนวนปริมาณลูกปลาลงเลี้ยงให้แน่นบ่อขึ้นทำได้โดยเพิ่มเครื่องเป่าลม หรือเครื่องตีน้ำ โดยทั่วไปเครื่องเป่าลมขนาด 1.5 แรงม้า สามารถใช้ในบ่อขนาด 1 ไร่ ได้ถึง 3 บ่อ โดยจะเปิดเครื่องเป่าลมตั้งแต่เที่ยงคืนจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าแล้วปิดเครื่อง
ปลากดหลวงเป็นปลาที่เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิน้ำไม่สูงมากนัก (ไม่เกิน 29 องศาเซลเซียส) ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดควรจะเปลี่ยนเวลาให้อาหารในตอนบ่ายเป็นช่วงเย็นแทนที่ผิวหน้าน้ำไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาที่อาศัยอยู่พื้นบ่อขึ้นมากินอาหารผิวน้ำที่อากาศร้อนเกินไป ทำให้ปลาที่กินอาหารได้น้อยลง

ลักษณะส่วนต่างๆ ของยางพารา

กุมภาพันธ์ 2, 2009

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ยางพาราเป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ มีอายุยืนยาวหลายสิบปีเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้

ราก – เป็นระบบรากแก้ว
ลำต้น – กลมตรง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ
1. เนื้อไม้ ยางพาราจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองอยู่ด้านในกลางลำต้น
2. เยื่อเจริญ เป็นเยื่อบางๆอยู่โดยรอบเนื้อไม้มีหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับต้นยาง
3. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อเจริญออกมาด้านนอกสุด ช่วยป้องกันอันตรายที่จะมากระทบต้นยาง เปลือกของต้นยางนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนยางมาก เนื่องจากท่อน้ำยางจะอยู่ในส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกด้านในที่ติดอยู่เยื่อเจริญจะมีท่อน้ำยางอยู่มากที่สุด

ใบ – เป็นใบประกอบโดยทั่วไป 1 ก้านใบจะมีใบย่อย 3 ใบ มีหน้าที่หลักในการปรุงอาหารหายใจและคายน้ำ ใบยางจะแตกออกมาเป็นชั้น ๆ เรียกว่า “ฉัตร” ระยะเวลาเริ่มแตกฉัตรจนถึงใบในฉัตรนั้นแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ยางจะผลัดใบในฤดูแล้งของทุกปี ยกเว้นยางต้นเล็กที่ยังไม่แตกกิ่งก้านสาขาหรือมีอายุไม่ถึง 3 ปี จะไม่ผลัดใบ

ดอก – มีลักษณะเป็นช่อมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกยางทำหน้าที่ผสมพันธุ์โดยการผสมแบบเปิด ดอกยางจะออกตามปลายกิ่งของยางหลังจากที่ต้นยางผลัดใบ

ผล – มีลักษณะเป็นพูโดยปกติจะมี 3 พู ในแต่ละพูจะม่เมล็ดอยู่ภายใน ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่มีสีน้ำตาลและแข็ง

เมล็ด – มีสีน้ำตาลลายขาวคล้ายสีของเมล็ดละหุ่ง ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 3-6 กรัม เมล็ดยางเมื่อหล่นใหม่ๆจะมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก แต่เปอร์เซ็นต์ ความงอกนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วในสภาพปกติเมล็ดยางจะรักษาความ งอกไว้ได้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

น้ำยาง – เป็นของเหลวสีขาวถึงขาวปนเหลืองขุ่นข้น อยู่ในท่อน้ำยางซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในเปลือกของต้นยาง ในน้ำยางจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เป็น “เนื้อยาง” และส่วนที่ “ไม่ใช่ยาง” ตามปกติในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้งประมาณ 25-45 เปอร์เซ็นต์

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

กุมภาพันธ์ 2, 2009

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

กุมภาพันธ์ 2, 2009

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

กุมภาพันธ์ 2, 2009

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ประวัติวัดถ้ำสุมะโน

สถานที่สร้างวัดถ้ำสุมะโน ภูเขาที่เป็นถ้ำสองลูกนี้ เดิมเป็นสถานที่ว่างเป็นป่าปกคลุม มีดินกลบอยู่ จนไม่มีใครสงสัยว่าเป็นถ้ำ แต่เนื่องด้วยได้ถูกค้นพบโดย พระอาจารย์เดช สุมโน ท่านเป็นพระที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางภาคอีสาน อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์อยู่ ๕ พรรษา แล้วเข้ามาศึกษาปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร และหลังจากออกพรรษาแล้วก็ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านหนึ่งทางแถบภาคอีสานและเมื่อได้โอกาศกราบท่านแล้ว พระอาจารย์ท่านได้ปรารภขึ้นว่า ” ท่านเดชเอ๋ย หลวงพ่ออยู่ในถ้ำ ร้อนก็ไม่ร้อน หนาวก็ไม่หนาว ” คำพูดสั้นๆประโยคนี้เป็นที่ประทับใจของอาจารย์เดชมากประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ คิดจะออกจากการเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปสู่ป่าตามเดิม จึงนึกคำพูดสั้นๆวันนั้น ก็ได้ไปตั้งจิตอธิฐานที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ว่าขอให้พบถ้ำที่ถูกใจและหลังจากอธิฐานแล้วก็ได้แสวงหาถ้ำมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี พ.ศ.๒๕๒๙ ได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จึงจำพรรษาที่วัดถ้ำเชียงดาว และในพรรษานั้นเองก็รู้จุดถ้ำที่ตัวเองต้องการว่าอยู่ทางภาคใต้ ระยะทางจากจังหวัดพัทลุงไปทางจังหวัดตรัง มาตามถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนกระทั้งออกพรรษาก็ธุดงค์ลงมาทางภาคใต้ มาพักที่จังหวัดภูเก็ต เพราะคุ้นเคยกับญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต เพราะเคยจำพรรษาที่นั่น แล้วก็เดินทางต่อมาพักที่ถ้ำน้ำใต้บ่อ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓o ได้มาถึงจุดหมายที่กำหนดไว้ วันรุ่งขึ้นก็ค้นหาถ้ำที่ตนเองต้องการ จนพบภูเขาลูกเล็กๆ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยป่า จึงแหวกป่าเข้าไปในภูเขาก็เห็นถ้ำ เปล่งวาจาตั้งสัจจะ อธิฐานในถ้ำแห่งนี้ว่า ” ข้าพเจ้าจะพัฒนาถ้ำแห่งนี้ให้เป็นที่รวมญาติสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” วันปฐมแห่งการพัฒนาถ้ำครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓o ตรงกับวันอังคารขึ้น๒ ค่ำ เดือน๖ ปีเถาะ ข่าวนี้ได้รู้ไปถึงญาติธรรมชาวจังหวัดภูเก็ต ก็ได้เดินทางมาช่วยพัฒนาวัดถ้ำแห่งนี้ เมื่อวันที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓o ถ้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อมาก่อน คณะญาติธรรมจึงได้ตั้งชื่อว่า ” ถ้ำสุมะโน ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยตั้งชื่อตามฉายาของผู้ค้นพบถ้ำเป็นคนแรก คณะชาวภูเก็ต ๒o คน โดยการนำของ คุณ ณรงค์ นพดารา พระอาจารย์เดช สุมโน ค้นพบถ้ำแห่งนี้ครั้งแรกมีอายุเพียง ๓๖ ปี พรรษา ๑๔ ต่อมาคุณบัญชา นำศรีรัตน์ ถวายที่ดินรอบภูเขา ๘ ไร่ที่มีเอกสาร น.ส.๓ ก. ให้สร้างวัดมีนามว่า วัดถ้ำสุมะโน และมีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายเพิ่มเติมรอบภูเขาสองลูก ๗๘ ไร่ รวมทั้งภูเขาด้วยประมาณ ๕oo ไร่.

ประวัติ พระอาจารย์เดช สุมโน

นามเดิม เดช หอกกิ่ง เกิดวันศุกร์ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๒ ปี เถาะ พ่อชื่อทราย (หลวงพ่อ ทราย สุภาจาโร) แม่ชื่อสิน หอกกิ่ง ตาชื่อจันทร์ ยายชื่อแก้ว อาบกิ่ง ปู่ชื่อบุญ ย่าชื่อก้อน หอกกิ่ง เกิดที่บ้านปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ พัทธสีมา วัดห้วยสะแกราช พระครูสาทรคณารักษ์ (หลวงปูก้อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดวัดปอแดง ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ วิชัย นิรามโย เป็นเจ้าอาวาส มีศักดิ์เป็นหลวงน้า หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต ป.ธ.๙ เป็นพระสอนกัมฐาน วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามกฎหมาย วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่งตั้งเป็นวัดถ้ำสุมะโนตามกฎหมาย วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการเดช สุมโน เจ้าอาวาส.

วัดถ้ำสุมะโนมีอยู่ ๑๘ ถ้ำ ชมถ้ำคลิกได้ที่นี่

๑. ถ้ำพระอุโบสถ ๒. ถ้ำหอฉันบรรจบ ๓. ถ้ำนพดารา ๔. ถ้ำอรทัย ๕. ถ้ำสุพัฒชนะ (ฤาษี) ๖. ถ้ำพุทธบัณฑิต ๗. ถ้ำนกคุ้ม ๘. ถ้ำแก้ว ๙. ถ้ำแม่มหามงคล ๑๐. ถ้ำน้ำลอด ๑๑. ถ้ำพญานาค ๑๒. ถ้ำพ่อมหาราช ๑๓. ถ้ำหลวงพ่อทราย ๑๔. ถ้ำพระธาตุสิวลี (น้ำตก) ๑๕. ถ้ำพระนอน ๑๖. ถ้ำมาฆะ ๑๗. ถ้ำลับแล ๑๘. ถ้ำค้างคาว

กำหนดงานปฏิบัติธรรมของวัดถ้ำสุมะโน

๑. การปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ตลอดทั้งปี

๒. ปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองทุกปี

๓. ปฏิบัติธรรมวันมาฆะบูชา (วันเพ็ญเดือน ๓ ) ทุกๆปี

๔. อบรมพัฒนาจิต หลักสูตรคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ระหว่างวันที่ ๗-๑๔ เมษายน โดยมีคุณอำพัน คุณสุมารัตน์ วิประกษิต และครอบครัว เป็นผู้อุปถัมภ์ เปิดรับผู้อบรมไม่จำกัดจำนวน เป็นประเพณีทุกปี

๕. ฉลองครบรอบพัฒนาวัดถ้ำประจำปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๙ เมษายน เป็นประจำทุกปีมีการปฏิบัติธรรม และทำบุญตักบาตรพระอยู่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้าปริวาสกรรม

๖. ปฏิบัติธรรม และเวียนเทียนรอบภูเขา วันวิสาขบูชา (วันเพ็ญเดือน ๖)

๗. ประเพณีการทอดกฐินสามัคคี และปฏิบัติธรรม ในวันอาทิตย์ที่หลังจากออกพรรษาของทุกปี

* (ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่มาร่วมงานถือว่าเป็นเจ้าภาพกฐิน)

หมายเหตุ

ทางวัดเปิดรับผู้สนใจการปฏิบัติธรรมตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สถาบัน, หน่วยงาน หรือกลุ่มผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติเป็นกลุ่ม ผู้สนใจที่ต้องการอบรมปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มขอให้ติดต่อกับทางวัดล่วงหน้า

กรุณาเตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม เช่น ยารักษาโรคประจำตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาถ้ำสุมะโน

๑. เพื่อการศึกษาค้นคว้าและบำเพ็ญสมณธรรม สมาทานข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุ สามเณร และผู้ที่สนใจทั่วไป

๒. เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาตน บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ใผ่ต่อการปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิปัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะการฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยมีพระอาจารย์คอยเป็นกัลยามิตรใกล้ชิด

๓. เพื่อเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ

๔.เพื่อเป็นที่รวมญาติและร่วมสร้างบารมีสายโลหิตแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ปลากัด

ธันวาคม 22, 2008

ปลากัด (Battle Fish)

ปลากัด เป็นปลาพื้นเมืองของไทย พบแพร่กระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย
ลักษณะที่อยู่อาศัย : อาศัยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หนองบึง แอ่งน้ำ ลำคลอง
ฯลฯ ในบริเวณที่มีระดับน้ำตื้นๆ น้ำค่อนข้างใส น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นประปราย ชอบว่ายน้ำช้าๆ บริเวณผิวน้ำ
ข้อมูลน่าสนใจด้านล่างคลิก
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากัด
เนื่องจากปลากัดเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าวชอบต่อสู้
เมื่อปลาอายุประมาณ 1.5-2 เดือนการเลี้ยงปลากัด
จึงจำเป็นต้องรับแยกปลากัด เลี้ยงในภาชนะเช่นขวดแบน
เพียงตัวเดียวก่อนที่ปลาจะมีพฤติกรรมต่อสู้กันหากแยก
ปลาช้าเกินไปปลาอาจจะ บอบช้ำไม่แข็งแรง หรือพิการได้ ปลาจะกัดกันเอง ควรจะแยกปลากัดเลี้ยงเดี่ยวๆ
อ่านต่อคลิก

ประโยชน์นันทนาการ

ธันวาคม 22, 2008

ประโยชน์ของนันทนาการ

ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องต่อสู้กับชีวิต จากการประกอบอาชีพที่มีลักษณะแตกต่างกันไป บางคนต้องทำงานหนักตลอดวันและบางคนต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาว่างที่จะพักผ่อนหย่อนใจและไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการทำให้ระบบสังคมสลับซับซ้อนมากขึ้นดังนั้นบุคคลควรจะมองเห็นความสำคัญและประโยชน์ของนันทนาการ ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาต่าง ๆ ได้ ดังนี้

1. ช่วยให้คนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ตามปกติคนมีเวลาทำงาน เวลานอน กิจวัตรประจำวันแล้ว ยังมีเวลาว่างเหลืออีกประมาณวันละ 5 – 7 ชั่วโมง เวลาว่างนี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการร่วมกิจกรรมนันทนาการจะได้ประโยชน์ต่อสังคมดีกว่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์หรือในทางอบายมุข

2. ช่วยให้บุคคลในอาชีพต่าง ๆ ได้พักผ่อน การมีโอกาสผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย มีเวลาร่วมสนุกสนานในกิจกรรมนันทนาการ ใช้

เวลาอื่น ๆ ให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์

3. ช่วยในทางสุขภาพจิต สังคมปัจจุบันซับซ้อน มีปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมากมายสิ่งเหล่านี้เป็นหนทางนำไปสู่สุขภาพจิตเสื่อม การประกอบกิจกรรมนันทนาการจะทำให้สุขภาพดีแจ่มใสปราศจากความกังวลปัญหาต่างๆก็หมดไปและยังช่วยแก้ไขสุขภาพจิตเสื่อมได้ด้วย

4.ช่วยป้องกันอาชญากรรมและความประพฤติเกเรของเด็ก ปัจจุบันนี้ปัญหาวัยรุ่นที่เกิดขึ้นมีมากมาย ซึ่งเนื่องมาจากวัยรุ่นเหล่านี้ใช้เวลา

ว่างเหล่านั้นไปในทางที่ผิด เช่น ลักขโมย ก่ออาชญากรรม ฯลฯ

5. ช่วยบำรุงขวัญ ความแข็งแรง และความอดทนของทหาร ตำรวจ นันทนาการทำให้ทหาร ตำรวจมีร่างกายแข็งแรงและรื่นเริง สนุกสนาน ไม่ว่าในยามสงบหรือในยามสงครามเช่น มีนักร้องไปแสดงให้ความบันเทิงแก่ทหาร ตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยบำรุงขวัญ บำรุงน้ำใจ ทำให้มีกำลังใจ มีความแข็งแรง อดทนเพื่อหน้าที่

6. ส่งเสริมให้เกิดความสุข ความพอใจ ผู้ที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมนันทนาการชนิดใดนั้น ย่อมพอใจในกิจกรรมนั้น ผลที่ได้รับทำให้เขามีความสุขสดชื่น เพลิดเพลิน สนุกสนาน พอใจในชีวิตและสังคม

7. ช่วยให้ความปลอดภัยแก่สังคม ประชาชนในกรุงเทพฯ อยู่กันอย่างหนาแน่น จะหาที่ว่างใช้สำหรับเล่น สำหรับพักผ่อน สนามเด็กเล่นมีไม่พอ จะเห็นได้ว่าเด็กจำนวนมากวิ่งเล่นบนถนนหรือบนทางเท้า ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยแก่เด็ก ควรจัดสนาม เด็กเล่น สนามกีฬาให้เพียงพอ

8. ช่วยเสริมความรักความอบอุ่นและความเข้าใจอันดี สมาชิกภายในครอบครัวจะมีโอกาสพบกันเสมอ และได้แสดงความเห็นอกเห็นใจโดยการใช้กิจกรรมนันทนาการร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดี

9. ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดี ประชาชนที่รู้จักบำรุงรักษาสุขภาพใช้เวลาว่างในทางที่ถูก ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม รักความยุติธรรม ไม่เห็นแก่ตัว รักหมู่คณะ มีน้ำใจรักการให้ บริการอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม สิ่งเหล่านี้ก็นับว่าเป็นพลเมืองดี ซึ่งสืบเนื่องจากการเข้าร่วมนันทนาการ

10. ส่งเสริมให้มีการสงวนทรัพยากรธรรมชาติของประเทศชาติ นันทนาการมีนโยบายให้มีการสงวนป่าไม้ เพื่อเป็นวนอุทยานเป็นสวนพฤกษชาติ เพื่อให้ประชาชนได้แสวงหาความสุข ความพอใจ และความเพลิดเพลินจากธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศยั่งยืนนานไม่มีวันหมดสิ้น

ความหมายนันทนาการ

ธันวาคม 22, 2008

ความหมายของนันทนาการ

“นันทนาการ เดิมมาจากคำว่า “สันทนาการ” (Recreation) ซึ่งหมายถึง การพูด การสนทนา ซึ่งกันและกัน ถือเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เช่นกัน แต่ความหมายยังไม่ตรงกับคำว่า “Recreation” นักต่อมาศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน หรือนามปากกา “เสถียรโกเสส” ได้บัญญัติคำศัพท์ภาษาไทยขึ้นมาใหม่เป็น “นันทนาการ” มาจากคำว่า “นันทน” สนธิกับคำว่า “อาการ” หมายถึง ลักษณะอาการแห่งความสนุกสนาน ร่าเริงคำว่า “Recreation” เป็นคำที่มาจากภาษาลาตินว่า “Recreatio” หมายความว่า การสร้างใหม่หรือการทำให้เกิดขึ้นใหม่ หรือการทำให้สดชื่นขึ้นใหม่สำหรับความหมายของคำว่า “นันทนาการ” หรือ “Recreation” ตามแนวความคิด ของนักนันทนาการต่าง ๆ มีแนวคิดเป็นดังนี้บัทเลอร์ (George D. Butler)ได้ให้ความหมายไว้ว่า นันทนาการ คือ ประสบการณ์หรือกิจกรรมใด ๆ ซึ่งบุคคลเข้าร่วมโครงการเลือกสรรแล้วว่าจะทำความสนุกสนาน และพึงพอใจมาสู่ตัวบุคคลโดย (Butler. 1967 : 10 – 11)นูเมเยอร์ (Numeyer)ได้กล่าวว่านันทนาการคือกิจกรรมใดๆที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลหาความสนุกในระหว่างเวลาว่างโดยเสรีและได้รับความสุขใจจากกระทำนั้นๆแนซ(JayB.Nash)ได้อธิบายว่านันทนาการหมายถึงการใช้เวลาว่างเพื่อประโยชน์คุณค่าในทางที่ดีงามจากการเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ ซึ่งสำหรับเด็กจะเรียกกิจกรรมนั้นว่า “การเล่น” ส่วนคนรุ่นหนุ่มสาวและผู้ใหญ่แล้ว จะเรียกว่า “นันทนาการ”สรุปโดยทั่วไปได้ว่า นันทนาการ “คือประสบการณ์หรือการกระทำกิจกรรมใด ๆ ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้เลือกสรรเข้าร่วมโดยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับใด ๆ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การกระทำกิจกรรมนั้นจะต้องกระทำในเวลาว่างจากงานประจำหรือภารกิจประจำอื่น ๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนรางวัลใด นอกจากความสนุกสนาน ความพึงพอใจ ความสุขที่ได้รับโดยตรงเท่านั้น”