การเลี้ยงปลากดหลวง

ปลากดหลวง

เป็นปลาน้ำจืดชนิดเดียวที่นิยมเลี้ยงกว้างขวางในประเทศอเมริกา และจากการคัดสายพันธุ์มารวม 30 ปี ทำให้ได้สายพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็วและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ รวมทั้งเนื้อปลามีรสชาดดี ทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ปลาชนิดนี้เป็นที่นิยมเลี้ยงจนเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตลอดมลรัฐทางภาคใต้ของประเทศอเมริกา โดยเฉพาะมลรัฐมิสซิสซิปปี้ และมีผลผลิตมากที่สุดในประเทศ โดยมีพื้นที่ มากกว่า 250,000 ไร่
ปลากดหลวงเป็นปลาหนัง เมื่อเทียบกับปลาไทยแล้ว จะมีลักษณะคล้ายปลากดแก้วหรือปลากดคัง แต่หัวปลากดหลวงจะมีขนาดเล็กกว่าปลากดไทย เนื้อปลามีสีขาวใส รสหวาน และสามารถนำมาปรุงอาหารไทยได้ดีทุกชนิด ปลากดหลวงนำเข้ามาในประเทศไทยโดยสถาบันพัฒนาแห่งเอเซีย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ได้รับพันธุ์ปลามาครั้งแรก 50 คู่ ในปี 2533 ได้นำมาเลี้ยงและสามารถเพาะพันธุ์ได้ในปี 2534 ได้ลูกที่เกิดในเมืองไทยรุ่นแรก จากนั้นศูนย์ฯ ได้นำปลารุ่นนี้ขยายพันธุ์จนถึงปัจจุบันนี้ ปลารุ่นที่เกิดในเมืองไทยนี้สามารถใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ดี และจำหน่ายให้เกษตรกรไปทดลองเลี้ยงพบว่าลูกปลาเจริญเติบโตได้ดี อัตรารอดตายสูง มีอัตราแลกเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ

การเตรียมบ่อปลา
บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลาควรมีขนาดประมาณ 1 ไร่ ถ้าเป็นบ่อเก่าต้องตากบ่อให้แห้ง ใส่ปูนขาวในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินพื้นบ่อ น้ำที่ปล่อยเข้าบ่อควรกรองผ่านถุงกรองตาถี่ เพื่อป้องกันศัตรูปลาหรือปลาธรรมชาติชนิดอื่นที่ติดมากับแหล่งน้ำ ระดับน้ำ 100 – 150 เซนติเมตร ภายในบ่อควรจัดร่มเงาสำหรับให้ลูกปลาหลบอาศัยเวลาแดดจัด สร้างไว้ที่มุมบ่อ บ่อละ 2 – 3 จุดบ่อเลี้ยงควรจะมีขนาดประมาณ 1 ไร่ ความลึกของบ่อควรจะอยู่ 2 – 3 เมตร เพื่อจะได้มีอากาศถ่ายเทได้ดี และได้ผลผลิตที่มากขึ้น ดังนั้นการเลี้ยงปลาในบ่อขนาดใหญ่จะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่าเลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก การเตรียมบ่อเลี้ยง จะทำเช่นเดียวกับบ่ออนุบาล แต่ในบ่อเลี้ยงไม่จำเป็นต้องสร้างร่มเงาให้ปลาอาศัยหลบแดด เช่นเดียวกับบ่ออนุบาล

อัตราการปล่อยปลา
บ่ออนุบาลลูกปลา ควรปล่อยลูกปลาตุ้ม 7 วัน ในอัตรา 50,000 – 80,000 ตัวต่อไร่ การเลี้ยงในบ่ออนุบาล 3 เดือน จะได้ลูกปลาขนาด 5 นิ้ว แล้วย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงต่อไปสำหรับในบ่อเลี้ยงจะปล่อยลูกปลาขนาด 5 นิ้ว ในอัตรา 1,000 ตัวต่อไร่ โดยในอัตรานี้จะสามารถเลี้ยงได้จนถึงปลาขนาด 800 – 1,000 กรัม หากต้องการปล่อยให้หนาแน่นขึ้น ก็ทำได้โดยการเพิ่มเครื่องเป่าลมหรือเครื่องตีน้ำในบ่อ สำหรับเครื่องเป่าลมขนาด 1.5 แรงม้า จะสามารถใช้ในบ่อขนาด 1 ไร่ ได้ 3 บ่อ เพื่อรักษาระดับออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอตลอดเวลาเลี้ยง

อาหารและการให้
ในวันที่ปล่อยลูกปลาไม่ควรให้อาหารลูกปลา เพราะว่าลูกปลาได้รับความอ่อนเพลียเนื่องมาจากการขนส่งและการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ทำให้ลูกปลายังตื่นอยู่ สำหรับลูกปลาขนาด 1 นิ้ว และ 5 นิ้ว ลูกปลาทั้ง 2 ขนาดนี้สามารถกินอาหารบนผิวน้ำได้ โดยลูกปลาขนาด 1 นิ้ว ให้อาหารลูกปลาวัยอ่อนที่มีเม็ดขนาดเล็กพิเศษ หรืออาหารลูกอ๊อดก็ได้ ส่วนลูกปลาขนาด 5 นิ้ว เมื่อปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ สามารถให้อาหารเม็ดเล็กได้ เช่น อาหารปลาดุกเล็กพิเศษ ในการให้อาหารช่วงปลารุ่น จะแบ่งอาหารให้วันละ 2 ครั้ง เช้า (เวลา 9.00 – 10.00) และเย็น (เวลา 15.00 – 16.00) ปริมาณอาหารที่ให้จะเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตามขนาดปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่ออุณหภูมิลดลงในฤดูหนาว ปลาจะกินอาหารลดลง เช่นเดียวกับในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด ปลาจะกินอาหารน้อยลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้เลี้ยงปลาต้องคอยระมัดระวังในระหว่างการให้อาหาร หากมีอาหารเหลือจะต้องรีบตักออก ในวันต่อมาจะต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลง โดยยึดหลักการว่าการให้อาหาร ต้องให้ในปริมาณเพียงพอที่ปลาต้องการ และไม่ให้มากเกินไปจนอาหารเหลือค้างบ่อจนถึงวันรุ่งขึ้น ดังนั้นการให้อาหารปลาควรทยอยให้อาหารทีละน้อย แล้วเฝ้าดูเมื่อปลาหยุดกินอาหารว่ายลงพื้นก้นบ่อก็หยุดให้อาหารทันที
ปลากดหลวงโดยปกติจะอาศัยอยู่พื้นบ่อ เพราะเป็นปลาที่หากินตามพื้น เมื่อฝึกให้ขึ้นมากินอาหารที่ลอยบนผิวน้ำ ปลาจะว่ายขึ้นกินอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเกษตรกรที่เลี้ยง จะได้เห็นว่าปลามีขนาดและสภาพของปลาที่เลี้ยงว่ามีขนาดเท่าใด หรือมีบาดแผลตามลำตัวอันเนื่องมาจากการเป็นโรคหรือไม่เกษตรกรจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

อัตราการเจริญเติบโต
ลูกปลากดหลวงขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1,000 ตัว ที่เลี้ยงในบ่อดินขนาด 1 ไร่ ใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน จะได้ลูกปลา ขนาดเฉลี่ย 766 กรัม ปลาเพศผู้จะโตเร็วกว่าปลาเพศเมีย ปลาเพศผู้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 5.63 กรัมต่อวัน ปลาเพศเมียจะมีน้ำหนักเพิ่ม 4.83 กรัมต่อวัน โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงอาหารเป็นเนื้อเฉลี่ยตลอดการเลี้ยง 1.5 หมายความว่าเมื่อให้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 30 % (อาหารปลาดุกเล็ก) จำนวน 1.5 กิโลกรัม จะสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อปลาได้ประมาณ 1 กิโลกรัม

อัตราการรอด
ปลากดหลวงเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และไม่กินกันเอง ดังนั้นอัตราการรอดตายเกือบ 100% จากการทดลองเลี้ยงของศูนย์ฯ พบว่าอัตราการรอดตายโดยเฉลี่ยทั้งหมดสูงถึง 99 % การสูญเสียระหว่างการเลี้ยงมีศัตรูเพียงชนิดเดียวคือ งูกินปลา

การจัดการบ่อ
ข้อควรระวังในการเลี้ยงปลากดหลวงก็คือ ต้องรักษาปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำให้เพียงพอกับที่ปลาต้องการ โดยการสังเกตง่าย ๆ คือ ในเวลาเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผู้เลี้ยงจะต้องสังเกตว่ามีปลาขึ้นมาว่ายน้ำโดยการลอยหัวบนผิวน้ำหรือไม่ หากพบปลาลอยหัว แสดงว่าปลาขาดอากาศหายใจในน้ำ ต้องขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำประมาณครึ่งบ่อ แล้วเติมน้ำใหม่ที่สะอาดเข้าให้เต็มบ่อ หากวันต่อมาอีกหนึ่งวัน ยังลอยหัวอีกแสดงว่าปล่อยปลาแน่นบ่อเกินไป ต้องแบ่งไปเลี้ยงในบ่ออื่นให้บางลง
วิธีการเพิ่มจำนวนปริมาณลูกปลาลงเลี้ยงให้แน่นบ่อขึ้นทำได้โดยเพิ่มเครื่องเป่าลม หรือเครื่องตีน้ำ โดยทั่วไปเครื่องเป่าลมขนาด 1.5 แรงม้า สามารถใช้ในบ่อขนาด 1 ไร่ ได้ถึง 3 บ่อ โดยจะเปิดเครื่องเป่าลมตั้งแต่เที่ยงคืนจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าแล้วปิดเครื่อง
ปลากดหลวงเป็นปลาที่เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิน้ำไม่สูงมากนัก (ไม่เกิน 29 องศาเซลเซียส) ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดควรจะเปลี่ยนเวลาให้อาหารในตอนบ่ายเป็นช่วงเย็นแทนที่ผิวหน้าน้ำไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาที่อาศัยอยู่พื้นบ่อขึ้นมากินอาหารผิวน้ำที่อากาศร้อนเกินไป ทำให้ปลาที่กินอาหารได้น้อยลง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: